ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับ วอลโว่ ประเทศไทย

วอลโว่จัดสัมมนา พร้อมเผยเส้นทางสู่เป้าหมายความปลอดภัยปี 2020

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วอลโว่ได้จัดสัมมนาความปลอดภัยบนท้องถนน Volvo’s Road towards 2020 ขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจากสวีเดน และประเทศไทยเข้าร่วมนำเสนอข้อมูล โดยวอลโว่ได้เน้นถึงเป้าหมายไปสู่วิสัยทัศน์ปี 2020 ในการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นไป

 “เพราะรถถูกขับเคลื่อนโดยคน เบื้องหลังทุกสิ่งที่วอลโว่ทำ ทั้งที่ผ่านมาในอดีตและในอนาคต คือ หลักการความปลอดภัย”

 นับตั้งแต่ผู้ก่อตั้งวอลโว่ มร.   อัสซาร์ กาเบรียลสัน และ มร. กุสตาฟ ลาร์สัน กล่าวประโยคข้างต้นไว้เมื่อมีการก่อตั้งบริษัท มาจนถึง 88 ปีให้หลัง ทุก ๆ คำพูดถูกถ่ายทอดเป็นการกระทำอย่างชัดเจน จากพันธะสัญญาแรกเริ่มที่ให้ความสำคัญกับทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือผู้ร่วมใช้ถนน ปัจจุบันวอลโว่ยังคงความเป็นแบรนด์ต้นแบบด้านความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีในรถรุ่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ

 ปณิธานสูงสุดของวอลโว่ คือการผลิตรถอัจฉริยะที่ไม่เกิดการเฉี่ยวชนใดๆ แต่สำหรับอนาคตอันใกล้ วอลโว่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปีค.ศ. 2020 จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถวอลโว่รุ่นใหม่

 แม้จะเป็นเป้าหมายที่เป็นสิ่งที่บรรลุได้ยากยิ่ง แต่วอลโว่ก็ได้เตรียมเส้นทางและกระบวนการไปสู่จุดนั้น การศึกษาข้อมูลการจราจรและการวิจัยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง รวมทั้งพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยให้สามารถออกแบบรถที่ปลอดภัย แม้เมื่อเกิดการชนที่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีทั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยการขับขี่ ที่ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและลดทอนความเสียหายและการบาดเจ็บ เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ 

 ดร. ล็อตต้า ยาค็อบสัน  หัวหน้าทีมอาวุโสด้านเทคนิค แผนกป้องกันการบาดเจ็บ จากศูนย์ความปลอดภัยวอลโว่ ประเทศสวีเดน ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประวัติและวิวัฒนาการเกี่ยวกับความปลอดภัยในรถยนต์วอลโว่ และอุปกรณ์ความปลอดภัยหลากหลายรายการที่วอลโว่คิดค้นขึ้นเป็นรายแรกในโลก ซึ่งในจำนวนนี้ สิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือการคิดค้นเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ซึ่งช่วยรักษาชีวิตคนหลายล้านคนมาแล้วทั่วโลก

 นอกจากนี้ ดร. ล็อตต้ายังได้แนะนำ “IntelliSafe” ซึ่งเป็นชุดของนวัตกรรมอันชาญฉลาด เช่น Park Assist ระบบช่วยจอดขนานขอบทางอัตโนมัติ  City Safety ซึ่งช่วยป้องกันการชนขณะขับความเร็วต่ำสำหรับรถ จักรยาน และคนเดินถนน  Adaptive Cruise Control with Queue Assist ช่วยประมาณการทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างปลอดภัย และในการจราจรที่เคลื่อนตัวช้ามีฟังก์ชั่นหยุดรถและออกตัวอัตโนมัติ ด้วยความเร็วที่พอดีกับรถคันหน้า จึงขับสบายแม้ในยามรถติด  Collision Warning ระบบเตือนป้องกันการชนและช่วยเบรคอัตโนมัติสำหรับคนเดินถนน รถจักรยาน หรือแม้แต่รถคันอื่นที่กำลังเข้ามาในทางของวอลโว่ และLane Keeping Aid ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเริ่มวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ

 สำหรับรถวอลโว่ในประเทศไทย ในปีหน้าเมื่อรถวอลโว่ XC90 ใหม่ มาถึงประเทศไทย จะเป็นการยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีก เช่น เข็มขัดนิรภัยที่นั่งคู่หน้าและแถวที่สองจะปรับได้หลายระดับเพื่อให้ทั้ง”ความปลอดภัยและความสบายสูงสุด” นอกจากนี้ยังมีระบบที่ปรับปรุงขึ้นสำหรับการรับแรงชนด้านหลัง และการวิ่งออกนอกช่องแบ่งจราจรที่ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มระบบเบรคอัตโนมัติในสถานการณ์รถวิ่งตัดหน้าที่สี่แยก  

 ดร. ล็อตต้ากล่าวทิ้งท้ายว่า “นวัตกรรมและทุกสิ่งที่วอลโว่ทำ ก็เพื่อไม่ให้มีการชนเกิดขึ้น และเพื่อให้ความตั้งใจนี้ประสบความสำเร็จ วอลโว่จะดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ ต้องอาศัยแนวร่วม 3 ฝ่าย มาประสานความร่วมมือกัน คือ ผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างรถที่ระบบความปลอดภัย สามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพในสถานการณ์ต่างๆ  หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องออกกฏหมายและสร้างถนนและสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องตามหลักวิชาการ และผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องเคารพกฏหมาย มีวินัยในการขับรถรวมทั้งช่วยดูแลชีวิตกันและกัน”

 การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความตระหนักรู้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก มีผู้เสียชีวิตจากการนี้ราว 20,000 คน/ปี  วอลโว่มีความตระหนักในปัญหานี้ของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต ในปีพ.ศ. 2546 ได้ร่วมโครงการกับธนาคารโลกและองค์การระหว่างประเทศหลายหน่วยงานในการจัดตั้งศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย โดยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเป็นเวลา 3 ปีกับภาครัฐ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จาก Volvo Cars Safety Centre สวีเดน ให้กับศูนย์วิจัยแห่งนี้ ซึ่งจะช่วยป้อนข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์สู่ผู้มีอำนาจหน้าที่ภาครัฐ ให้สามารถวางกรอบกฏหมายที่เกี่ยวข้องและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น มาในปีนี้วอลโว่ได้จัดเวทีเชิญผู้เชี่ยวชาญของไทย มาให้ข้อมูลด้านอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อกระตุ้นเตือนความสำคัญเรื่องนี้แก่สังคมไทยอีกครั้ง

 ในงานสัมมนา มีแขกรับเชิญพิเศษ 2 ท่าน คือ รศ. ดร. กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย และนายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

 รศ. ดร. กัณวีร์ กล่าวว่า”สิ่งที่พบในปัจจุบันกับเรื่องปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย คือความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นจำนวนมาก ความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนน เกิดจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ความเร็ว (Speed) ของรถยนต์ รถกระบะ และรถโดยสารสาธารณะ   ประการที่สอง การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย (No Restraint System) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเลยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และการไม่ใช้หมวกกันน็อค และประการที่สาม การพุ่งชนวัตถุอันตรายข้างทาง (Roadside Hazards)  ซึ่งเมื่อรถเสียหลักหลุดออกนอกถนน เกิดการปะทะกับเสาไฟฟ้า ต้นไม้ หลักกิโลเมตร หรือแม้แต่พลิกคว่ำ ทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ ถ้าเราสามารถจัดการกับสามปัจจัยข้างต้นได้ ก็จะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ”

นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า”ในสายงานทำให้ต้องเจอกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติต่างๆ ตลอดเวลา แต่หนึ่งในสาเหตุหลักของความสูญเสียก็คือ อุบัติเหตุบนท้องถนน”

 ตามข้อมูลสถิติ มีคนไทยที่ออกจากบ้านแล้วไม่ได้กลับไปหาครอบครัว 50 คนต่อวัน ด้วยเหตุจากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน ผู้โดยสารในรถประจำทางทั้งรถแบบทัวร์หรือรถตู้ต้องเสียชีวิตจำนวนมาก  เพียงเพราะคนขับหลับในหรือเพราะอุปกรณ์เบรกมีปัญหาแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ประเทศไทยยังปล่อยให้มีรถวิ่งด้วยความเร็วสูงผ่ากลางชุมชนซึ่งเหยื่อความเร็วมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก หนึ่งในสามของคนบาดเจ็บถูกนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลคือคนเมาสุรา และเตียงในห้อง ICU ต้องรองรับผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ แทนที่จะใช้ดูแลผู้ป่วยขั้นรุนแรงจากโรคต่างๆได้อย่างเต็มที่ ส่วนรถพยาบาล รถกู้ชีพ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการถูกเฉี่ยวชน โดยมีอุบัติเหตุราว 60 ครั้งต่อปี และสูญเสียบุคลากรหน่วยกู้ชีพประมาณ 20 คน/ปี ขณะปฏิบัติหน้าที่

 ผลจากอุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้อวัยวะได้รับบาดเจ็บถาวร หรือเกิดการทุพพลภาพ ทำให้พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และในบางกรณีต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาจากครอบครัว ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม

 

 “ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญ ที่ผู้ผลิตรถ ผู้ออกแบบก่อสร้างถนน ผู้คุมกฏหมาย นักการเมือง นักวิชาการ นักพัฒนาและผู้ใช้รถ ใช้ถนนในประเทศไทย จำเป็นต้องประสานความร่วมมือกัน รีบหาทางคืนความสุขบนถนนโดยด่วน ก่อนต้องโทร 1669 เรียกใช้หน่วยกู้ชีพ”นายแพทย์อนุชา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 งานสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการยืนยันอีกครั้ง ถึงความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและทุกชีวิตบนท้องถนน เทคโนโลยีต่างๆ ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อให้การเดินทางสู่จุดหมายปลอดภัย ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือเส้นทางมุ่งสู่จุดหมาย ไม่ให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บร้ายแรงในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020

 ข้อมูลเพิ่มเติม

 ครั้งแรกในโลก โดยวอลโว่

 ความทุ่มเทของวอลโว่ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย เป็นที่รับรู้และชื่นชมอย่างกว้างขวาง มีอุปกรณ์ความปลอดภัยมากมายที่วอลโว่เป็นผู้คิดค้นขึ้นเป็นรายแรกในโลก

 ซึ่งในจำนวนนี้ สิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือการคิดค้นเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ที่คิดค้นโดยวิศวกรของวอลโว่ชื่อ มร.นิลส์ โบห์ลิน ในปี พ.ศ. 2502  แทนที่จะเก็บเทคโนโลยีนี้ไว้ให้เฉพาะรถของตน วอลโว่กลับเชิญชวนให้ค่ายรถยนต์อื่นๆ ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์ในรถ โดยให้เทคโนโลยีนี้โดยไม่คิดมูลค่า จนถึงวันนี้เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ได้ช่วยรักษาชีวิตคนหลายล้านคนมาแล้วทั่วโลก

 ตัวอย่างของอุปกรณ์ความปลอดภัยมากมายที่คิดค้นขึ้นครั้งแรกในโลกโดยวอลโว่ เช่น

พ.ศ. 2510   Rear-facing child seat

                 เบาะนั่งแบบนั่งหันหลังในรถยนต์สำหรับเด็กเล็ก

                 ได้รับแรงบันดาลใจจากที่นั่งของนักบินอวกาศ

พ.ศ. 2534   Side Impact Protection System (SIPs)

                 ระบบป้องกันการกระแทกจากการชนด้านข้าง

พ.ศ. 2541   SIPs Airbag and Inflatable Curtain

                 ถุงลมนิรภัยซับการกระแทกจากการชนด้านข้าง
       
                 และม่านนิรภัยรองรับศีรษะด้านข้าง

พ.ศ. 2541   Whiplash protection System (WHIPs)

                 ระบบป้องกันการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอและที่หลัง

                 จากการสะบัดของศีรษะ

                 สามารถช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อรถถูกชนด้านหลังได้ถึง 50%

พ.ศ. 2547   Blind Spot Information System (BLIS)

                 ระบบแจ้งเตือนที่มุมอับสายตา          

พ.ศ. 2548   Driver Alert

                 ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเริ่มออกนอกเลน
               
                 ซึ่งอาจเกิดจากการง่วงของผู้ขับขี่ขณะขับรถ   
   

พ.ศ. 2556   IntelliSafe :City Safety และ Park Assist

                 ระบบอัจฉริยะ แจ้งเตือนและหยุดรถเมื่อรถมีโอกาสเกิดการชน

                 และระบบช่วยจอดแบบขนานขอบทาง


  ความปลอดภัยที่กลั่นจากข้อมูลและความรู้

 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 วอลโว่มีการจัดตั้งทีมวิจัยการจราจรและอุบัติเหตุ (Volvo Traffic Accident Research Team) ขึ้นที่สวีเดน เพื่อเก็บสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ศึกษาวิจัยข้อมูลอุบัติเหตุในเชิงลึก และทำการทดสอบรถเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ความปลอดภัยและรถรุ่นใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

 ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 มีการก่อตั้งศูนย์ความปลอดภัยรถยนต์วอลโว่ (Volvo Cars Safety Centre) ขึ้นที่สวีเดนเช่นกัน โดยศูนย์ซึ่งมีห้องทดสอบการชนที่ทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ถูกออกแบบให้สามารถเลียนแบบสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุได้หลายรูปแบบ จากหลายมุมการชน ที่ความเร็วต่างๆ กัน ความรู้ที่วอลโว่ได้จากการเก็บข้อมูลอุบัติเหตุบนท้องถนน และการทดลองที่ศูนย์แห่งนี้เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความปลอดภัยในรถยนต์รุ่นต่างๆของวอลโว่

 มีการทำการชนเสมือนจริงในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำค่าต่างๆไปวิเคราะห์โดยละเอียด  โดยขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณสามปีครึ่ง ก่อนจะผลิตเป็นรถยนต์ตัวอย่างรุ่นใหม่ แล้วจึงนำรถจริงไปทดสอบเป็นเวลา 1 ปีก่อนส่งรถเข้าสู่ตลาด

 วอลโว่ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์จริง โดยนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุด ความปลอดภัยในความหมายของวอลโว่ เป็นการมองมุมกว้าง ไม่ใช่แค่การให้ความสำคัญกับการชนตามที่เคยปฏิบัติกันมา การมองแบบองค์รวมนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การขับขี่ในยามปกติ ไปจนถึงหลังการชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทุกคนพบเจอในชีวิตการขับรถ

 

ช่วงที่ 1              ช่วงการขับขี่ปกติ

                        ผู้ขับขี่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการขับขี่

                        เป็นสิ่งที่คัดเลือกแล้วว่าควรค่าแก่ความสนใจ

                        (ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่  ระบบแจ้งเตือนที่มุมอับสายตา

                        ระบบช่วยจอดแบบขนานขอบทาง)

ช่วงที่ 2              ช่วงมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุ

                        เป็นช่วงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ผู้ขับขี่ยังสามารถ
   
                        ควบคุมสถานการณ์ได้อยู่

                        (ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่  ระบบแจ้งเตือนเมื่ออกนอกเลน

                        ระบบแจ้งเตือนการชน)

ช่วงที่ 3              ช่วงสถานการณ์คับขัน

                        ผู้ขับขี่คุมสถานการณ์ได้น้อยลง

                        (ระบบแจ้งเตือนกรณีการชนรถ ชนผู้ขี่จักรยาน

                        ชนคนเดินถนน ทั้งกลางวันและกลางคืน

                         และระบบแจ้งเตือนการชนจากด้านหลัง)

ช่วงที่ 4              ช่วงลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

                        ผู้ขับขี่และระบบสั่งการอัตโนมัติของรถไม่

                        สามารถหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชนได้ เตรียมลดความรุนแรงของการชน

                        (ระบบเบรคอัตโนมัติกรณีการชนรถ ชนผู้ขี่จักรยาน
 
                        ชนคนเดินถนน ทั้งกลางวันและกลางคืน

                        และระบบแจ้งเตือนการชนจากด้านหลัง)

ช่วงที่ 5              ช่วงหลังการชน

                        ผู้ขับขี่จะได้รับการช่วยเหลือออกจากที่เกิดเหตุ

                        (กรณีต่างประเทศ มีระบบเชื่อมโยงขอความช่วยเหลือ)

                        (ระบบป้องกันแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง

                         ระบบป้องกันการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอและที่หลัง

                         จากการสะบัดของศีรษะ
                       
                        ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ระบบที่นั่งซับแรงกระแทก)

 

สำหรับในอนาคต วอลโว่จะให้ความสำคัญกับระบบสำหนรับช่วงที่มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น เช่น การหลีกเลี่ยงรถที่พุ่งสวนมา การเฉี่ยว และการชนสัตว์ที่เข้ามาในถนน



Volvo Upholds Road Safety to Achieve its 2020 Ambition
 

A Volvo safety expert from Sweden, together with Thai road accident specialists, shared their expertise and insights on the future of road safety during the “Safety Seminar: Volvo’s Road towards 2020”, held recently in Bangkok. The Swedish carmaker presented its commitment to make the world a safer place through the Volvo Safety Vision 2020 and underscored its continuing efforts to develop innovative technology that will eventually lead to zero deaths and serious injuries in a new Volvo car.

 

“Cars are driven by people. The guiding principle behind everything we make at Volvo, therefore, is – and must remain – safety”. 

Every word still holds true, since these famous lines were pronounced by Assar Gabrielsson & Gustaf Larson, the founders of Volvo eighty-eight years ago.  In those early days, the Swedish carmaker already highlighted the importance of safety – for drivers, passengers and everyone on the road.  Today the Volvo Car Group is regarded as the role model for traffic safety, with products that ensure comprehensive protection and a commitment that will last until their goals are achieved.

Volvo Safety Vision 2020 is an ambitious project that Volvo has set its sights upon, to help create a safer world.   The overall goal is to design cars that do not crash, therefore resulting in zero deaths or serious injuries in a new Volvo car by the year 2020.

The process may be challenging, but steps are incessantly being taken in all parts of the world.  By using knowledge from real traffic situations in all research efforts including driver behavior, Volvo has learned how to design cars that offer a very high level of safety in collisions. In addition, Volvo offers various types of Safety and Driver’s Assist Features to prevent accidents from happening and minimizing the injuries and damages in unavoidable situations. 

Dr. Lotta Jakobsson, Senior Technical Leader, Injury Prevention from the Volvo Cars Safety Centre in Sweden, presented an interesting history of Volvo Safety Technology, Volvo’s World Firsts and their evolution.  She reminded the audience that the most important safety feature is Volvo’s 3-point seat belt which has helped save millions of lives worldwide.  She also introduced the new terms, “IntelliSafe” which is now the umbrella name for several Volvo innovations such as the Park Assist Pilot where parallel parking is “done” for the driver; “City Safety” involving Adaptive Cruise Control adapted for slow moving city traffic, Forward Collision Warning that can pre-charge the brakes for a quick stop, Cyclists and Pedestrians Detection and the “Lane Keeping Aid” which ensures the driver stays alert.

 

 

For Volvo cars in Thailand, the safety experience will go up another notch, with the launch of the All New XC90 next year.  The new model will be fitted with state-of-the-art safety belts that will include height adjustability and load limiting, even in the second row, to “optimize safety and comfort”.  Also making a difference will be evolutions in the systems for rear-end collision and run off road safety.  To avoid side impact accidents, Volvo added a revolutionary automatic braking system when a Volvo vehicle turns in front of an on-coming car at an intersection. 

Dr.  Jakobsson said, “Everything Volvo does is aimed to design cars that do not crash. With this new vision, Volvo Cars challenges not only itself but also the automotive industry and governments, since a collision-free future cannot be obtained by Volvo alone. Traffic safety has three main stakeholders: the car manufacturers, the drivers and the relevant authorities.”

 

Promoting Road Safety Awareness in Thailand

 

Thailand is a country known for the high number of vehicular accidents that result in more than 20,000 fatalities a year.  Since its earliest days, Volvo’s focus has been on road safety. Back in 2003, Volvo supported the establishment of the Thailand Accident Research Center (TARC) by signing a 3-year MOU with the Thai Government in transferring key know-how from the Volvo Cars Safety Centre to Thailand. The aim of the Centre is to provide Thai officials with scientific information about road crashes so legislation and campaigns could be formed to improve the situation more effectively.  The recent Safety Seminar in Bangkok was held to raise public awareness once again about car safety and road accidents.

 

At the seminar were Assoc. Prof. Dr. Kunnawee Kanitpong, Director of the Thailand Accident Research Center (TARC) and Dr. Anuchar Sethasathien, Secretary-Generalof the National Institute for Emergency Medicine.

 

Dr. Kunnawee delivered an eye-opening presentation on the situation and shared the results of studies conducted by TARC.  He then enumerated the most common causes of road accidents in Thailand :

Overspeeding cars, pick-ups and public buses 

Non-use of seatbelts for cars and helmets for motorcyclists

Collision with objects on the road when driver loses control (such as electric poles, trees, mileage markers)

In her opinion, if we are able to manage these causes, Thailand may be able to significantly decrease the number of accidents.  She also pointed out that the overturning of vehicles, frequently seen on the highways, results in many deaths and injuries.  She believes that through stricter measures and increased educational initiatives, the number of accidents during the festive seasons has been on a steady decline over the past decade.  

The third guest speaker, Dr. Anuchar Sethasathien, Secretary-General of the National Institute for Emergency Medicine, offered a look at accidents, injuries and the impact on human life.

Dr. Anuchar said, “At the National Institute for Emergency Medicine, we are faced on a daily basis with horrible situations and tragedies causing people to lose their lives.  Road accidents definitely remains a major cause of serious injury and fatality in the country.”

Statistics show that every day, approximately 50 Thais leave home unaware that they will NOT go back to their families. For those who commute by bus, coach or van, their lives are endangered by worn-out brake pads and sleepy drivers. Overspeeding through a small town can result in the death of small, innocent children.  One out of three accident victims sent to Emergency Rooms are drunk, while a large number of ICU beds at hospitals is occupied by road accident victims, thus depriving other patients with serious diseases of bed space. “Sadly, we lose around 20 rescue members, who dedicate their lives save others, to road accidents each year, while our ambulances and paramedic vehicles are hit 60 times per year on average. People left handicapped lose their chance for a good career and a normal life, and have to rely on family members to take care of them.”

“The situation we are in is very serious. We need the staunch support of stakeholders of road safety, such as car makers, road builders, lawmakers, politicians, academia and everyone who uses the road.  Unless everyone does his or her fair share to improve the situation, then there will be more calls to the National Institute for Emergency Medicine hotline, 1669,” concluded Dr. Anuchar.

The seminar confirmed to all participants that Volvo does not compromise when it comes to safety, for the driver, the passengers and others on the road.  With all the innovations being added to make the driving experience totally safe and comfortable, Volvo is certainly on the right path to attaining its ambitious goal of creating cars do not crash, and having no deaths nor serious injuries in new Volvo cars.  Vision 2020 is definitely in sight – with real life in focus.

  

Volvo Fact Sheet

 

Volvo – the Creator of Many World Firsts

Volvo’s long-term commitment to safety technology is known and appreciated worldwide.   The evidence lies in its pioneering position in making many world first safety features.

The first and foremost was the invention of the 3-point safety belt by a Volvo engineer, Nils Bohlin, in 1959.  Instead of keeping the technology exclusive, Volvo gave free access of this technology to all other auto manufacturers to make roads safer. And until today, the invention has undisputedly saved millions of lives around the world.

Other world firsts from Volvo include the astronaut-inspired rear-facing child seat to protect small children in cars, which was introduced in 1967. In 1991, the Side-Impact Protection System, or SIPS, significantly minimized injuries resulting from side crashes. A few years later, the SIPS Airbag made its entry, followed by the Inflatable Curtain in 1998. In 2004, Volvo addressed the driver’s mirror blind spot by installing the Blind Spot Information System or BLIS. 

In 1998, the Whiplash Protection (WHIPS) was developed to help reduce by 50% the risk of neck damage and other long-term injuries when cars are hit from the back.  In 2005, recognizing that fatigue while behind the wheel was a major cause of accidents, Volvo invented the Driver Alert to set off a warning to the driver in danger of falling asleep. In 2013, three more innovative features hit the market - Collision Avoidance, City Safety and Park Assist.

 

Knowledge-Driven Safety

During her intervention, Dr. Jakobsson recounted that the Volvo Traffic Accident Research Team was created in 1970 in Sweden to collect accident statistics, study accidents in-depth and conduct driving studies to enhance new product development.

The Volvo Cars Safety Centre was established in Sweden in 2000. The center, together with its most advanced crash laboratory in the world, was designed to reproduce accidents of many different kinds, from many angles of collision and at various speeds. The knowledge Volvo gains from the real traffic environment together with various crash tests is vital in its continuous safety development.

Computerized crash simulations are performed, using advanced computers, about three and a half years prior to the production of a new car model. Physical testing commences about a year before the model is launched in the market.

Volvo has valued real life data and transferred them into a knowledge-driven process in order to excel at manufacturing the safest cars.  Volvo has introduced a new strategy that includes a broader view of safety than the traditional focus on accidents.  Five different stages - from everyday driving to after a collision - were derived from the driver's whole journey to show features developed in a Volvo car:

Phase 1: Normal driving - Driver is kept informed on driving status and driver concentration.

(Driver Alert Control, BLIS and Park Assist Pilot)

Phase 2: Conflict - Driver involved in a potentially hazardous situation, but able to cope with it. (Lane Keeping Aid, Lane Departure Warning, Collision Warning)

Phase 3: Avoidance - Driver less capable of coping with the situation. (Collision warning for vehicles, cyclists and pedestrians day and night, Rear collision warning)

Phase 4: Damage reduction - Driver and car not capable of avoiding collision. Preparation for collision, reduction of crash forces. (Autobrake for vehicles, cyclists and pedestrians day and night, Rear collision warning)

Phase 5: After collision - Driver offered assistance and rescue. (Patented front structure with boron steel, SIPS-Side Impact protection, WHIPS-Whiplash protection System, Child Safety, Energy absorbing seat structure)

 

In the future, Volvo will be focusing on other areas of avoidance, such as oncoming crashes, sideswipes and animal crashes.


กลับสู่หน้าข่าวและกิจกรรม